http://jprkku.com/index.php/jprkku/issue/feed วารสารปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2019-04-03T04:22:29+00:00 รองศาสตราจารย์ ดร.พุทธรักษ์ ปราบนอก budhpr@kku.ac.th Open Journal Systems <p><span lang="TH" style="margin: 0px; line-height: 107%; font-family: 'Cordia New','sans-serif'; font-size: 14pt;">วารสารปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น&nbsp; ISSN&nbsp;2465-5155<br>เป็นวารสารวิชาการ ด้านปรัชญาและศาสนา มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่การศึกษา ค้นคว้าและการวิจัยด้านปรัชญาและศาสนา และเพื่อเป็นสื่อกลางในการแลก เปลี่ยนความรู้และความคิดทางวิชาการด้านปรัชญาและศาสนาในการเผยแพร่ ผลงานวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ และคณาจารย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ </span></p> http://jprkku.com/index.php/jprkku/article/view/19 ทฤษฎีความรู้ในปรัชญาวิทยาศาสตร์ของคาร์ล ปอปเปอร์ 2019-04-03T04:22:29+00:00 เด่นพงษ์ แสนคำ denphong_s@kkumail.com <p><span style="font-weight: 400;">บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทฤษฎีความรู้ในปรัชญาวิทยาศาสตร์ ของคาร์ล ปอปเปอร์ ผลการศึกษาพบว่า คาร์ล ปอปเปอร์นําเสนอทฤษฎีความรู้ ผ่านทางปรัชญาวิทยาศาสตร์ของเขา ซึ่งประกอบด้วย การพิสูจน์ได้ว่าเป็นเท็จ (falsifiability) และการอ้างเหตุผลแบบนิรนัย เขาอธิบายว่าการพิสูจน์ได้ว่าเป็นเท็จ เป็นหลักเกณฑ์สําหรับขอบเขตในการค้นคว้าความรู้ในทางวิทยาศาสตร์ และคาร์ล ปอปเปอร์ยังใช้การพิสูจน์ได้ว่าเป็นเท็จเป็นกฎเกณฑ์ในการแบ่งแยกสิ่งที่เป็นทฤษฎี ในทางวิทยาศาสตร์กับสิ่งที่ไม่เป็นทฤษฎีในทางวิทยาศาสตร์ สําหรับการอ้างเหตุผล แบบนิรนัย คาร์ล ปอปเปอร์อธิบายว่าเป็นสิ่งที่ทําให้ทฤษฎีของวิทยาศาสตร์มีความ ชัดเจนมากยิ่งกว่าการอ้างเหตุผลแบบอุปนัย นอกจากนี้ปรัชญาวิทยาศาสตร์ ของคาร์ล ปอปเปอร์ยังเข้ากันได้ดีกับฟิสิกส์ยุคใหม่ด้วย</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">This article aims to study of the theory of knowledge in Karl Popper’s Philosophy of Science. Result of the study discovered that Karl Popper’s theory of knowledge presented via Philosophy of Science comprises falsifiability and deductive reasoning. According to Popper, falsifiability is seen as the criterion for demarcating the limits of scientific inquiry. Falsifiability is also used as a criterion of demarcation to draw a sharp line between those theories that are scientific and those that are unscientific. For deductive reasoning, Popper explained that deductive reasoning makes scientific theory more explicit than inductive reasoning. In addition, his philosophy of science also harmonizes with modern physics.<br></span></p> <p>&nbsp;</p> 2018-12-28T00:00:00+00:00 ##submission.copyrightStatement## http://jprkku.com/index.php/jprkku/article/view/20 ปรัชญาการศึกษาของสรวปัลลี ราธกฤษณัน 2019-04-02T14:38:52+00:00 วันชาติ ชาญวิจิตร wanchatchan@gmail.com พระมหาพงศ์ทราทิตย์ ก้องเสียง pago.pttd@gmail.com <p>This study aims to present the Educational Philosophy of Sarvepalli Radhakrishnan in two aspects: the fundamental Educational Philosophy and the Educational Philosophy of Sarvepalli Radhakrishnan. This is to reflect how this contemporary Indian philosopher and educator laid the groundwork of educational concept in India. Findings showed that the Fundamental Educational Philosophy is embedded as one part of philosophical subject. Therefore, it has been used as a basic philosophy that analyzes and <br> synthesizes content so that educational goals can be reached. The Educational Philosophy of Sarvepalli Radhakrishnan focuses on the importance of the educational institution, teacher and learner, which affects the learning of human beings. According to Sarvepalli Radhakrishnan, education is learners’ self-learning and self-exploring. It is the development of intellect, along with the development of the human spirit as the way of truth of life.</p> 2018-12-28T00:00:00+00:00 ##submission.copyrightStatement## http://jprkku.com/index.php/jprkku/article/view/21 ธรรมยาตรา เยือนถิ่นครูบาเมืองลี้: แนวทางการพัฒนาเส้นทาง ท่องเที่ยวเพื่อสักการะครูบาในเขตอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน 2019-04-03T04:02:49+00:00 อาภากร ปัญโญ mouthmai@hotmail.com ชัยวัฒน์ ต่อมดวงแก้ว vcharkarn2559@gmail.com ประทีป พืชทองหลาง khun_jedrin@hotmail.com <p><span lang="TH" style="margin: 0px; line-height: 107%; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif'; font-size: 16pt;">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์</span><span style="margin: 0px; line-height: 107%; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif'; font-size: 16pt;"> 1) <span lang="TH" style="margin: 0px;">เพื่อศึกษาประวัติของครูบาล้านนาที่มีถิ่นกำเนิดในเขตอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน</span> 2) <span lang="TH" style="margin: 0px;">เพื่อศึกษาศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวเพื่อสักการะครูบาในเขตอำเภอลี้</span> 3) <span lang="TH" style="margin: 0px;">เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อสักการะครูบาในเขตอำเภอลี้ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ พื้นที่วิจัย คือ วัดและศาสนสถานที่เคยเป็นที่จำพรรษาของครูบา </span>3 <span lang="TH" style="margin: 0px;">รูป ในอำเภอลี้</span> 3 <span lang="TH" style="margin: 0px;">แห่ง ได้แก่ วัดบ้านปาง วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม และวัดพระพุทธบาทผาหนาม กลุ่มตัวอย่าง</span> 420 <span lang="TH" style="margin: 0px;">คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยว</span> 400 <span lang="TH" style="margin: 0px;">คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบบังเอิญ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง</span> 20 <span lang="TH" style="margin: 0px;">คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยมี</span> 3 <span lang="TH" style="margin: 0px;">ชนิด คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้การวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์และสนทนากลุ่ม แล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า</span> 1) <span lang="TH" style="margin: 0px;">อำเภอลี้เป็นถิ่นกำเนิดของครูบา</span> 3 <span lang="TH" style="margin: 0px;">รูป คือ ครูบาเจ้าศรีวิชัยครูบาเจ้าอภิชัย</span> (<span lang="TH" style="margin: 0px;">ขาวปี</span>) <span lang="TH" style="margin: 0px;">และครูบาเจ้าชัยยะวงศาพัฒนา ซึ่งเป็นอริยสงฆ์ผู้เป็นที่เคารพนับถือของคนล้านนาและพุทธศาสนิกชนทั่วไป</span> 2) <span lang="TH" style="margin: 0px;">วัดและศาสนาสถานทั้ง</span> 2 <span lang="TH" style="margin: 0px;">แห่งมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาสูง เพราะมีประวัติที่เกี่ยวเนื่องกับครูบาทั้ง</span> 3 <span lang="TH" style="margin: 0px;">รูป มีประวัติศาสตร์ยาวนาน สถาปัตยกรรมที่งดงาม เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ตั้งอยู่ในภูมิศาสตร์ที่สวยงามและเป็นที่เคารพของประชาชน</span> 3) <span lang="TH" style="margin: 0px;">แนวทางการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อสักการะครูบาในเขตอำเภอลี้ที่สำคัญ คือ</span> (1) <span lang="TH" style="margin: 0px;">ด้านภาพลักษณ์ ควรสร้างภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวผ่านสื่อสมัยใหม่เพื่อเป็นสิ่งดึงดูดใจนักท่องเที่ยว</span> (2) <span lang="TH" style="margin: 0px;">ด้านกิจกรรม กำหนดกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับแหล่งท่องเที่ยวให้อยู่ในปฏิทินการท่องเที่ยวของจังหวัด โดยยังคงรักษารูปแบบ และพิธีกรรมเดิมไว้</span> (3) <span lang="TH" style="margin: 0px;">ด้านวิถีชีวิต ควรรักษาแบบแผนการดำเนินชีวิตของชาติพันธุ์ที่หลากหลายและเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาในพื้นที่ไว้ผ่านการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนมีส่วนร่วม</span></span><br>&nbsp;This research aimed to: 1) study the profiles of Khrubas whose origins are in Li District, Lam Phun Province, 2) study the potentiality of the tourist sites for homage paying to Khrubas in Li District, and 3) to seek for the developmental approach to Tourism Route for Paying Homage to Khuba, Li District. This mixed research composed of the quantitative research and qualitative research. The research fields were the monasteries and the religious places in three districts, namely Wat Baanpang, Wat Phutthabat Huai Tom, and Wat Phra Phutthabat Pha Nam. A sample group consisted of 400 tourists were selected by way of accidental sampling and 20 participants were selected by way of purposive sampling. The research instruments were: the questionnaires, the interviews and the group discussions. Quantitative data were statistically analyzed yielding percentage, mean, standard <br> deviation. Qualitative data from the interviews and group discussions were analyzed by content analysis and presented via a descriptive report. Results revealed that 1) the Li District is the birth places of three Khrubas, namely, Khruba Chao Srivijaiya, Khruba Chao Apiichai (Khaow Pee) and Khruba Chaiyawongsa. They all have long been highly respected by Lanna people, 2) two monasteries and religious places had a long history associated with all three Khrubas. These places possess of such beautiful architectures, <br> the holy places located in the beautiful regions. They are also most respect respected by people, 3) the principal development approaches to Tourism Route for Paying Homage to Khuba, Li District were described as follows: (1) the image should be developed throughmodern technology to attract tourists, (2) The activities should be set and fixed with the annual tourist calendar of the province. But all activities should still preserve the formal &nbsp;style and ceremony, and (3) the ways of life should preserve various ethnical ways of life, which concern Buddhism. This should be done through community participatory tourism management.</p> 2018-12-28T00:00:00+00:00 ##submission.copyrightStatement## http://jprkku.com/index.php/jprkku/article/view/22 รูปแบบการปรึกษาเชิงพุทธตามหลักกัลยาณมิตร 2019-04-03T04:04:58+00:00 ประทีป พืชทองหลาง khun_jedrin@hotmail.com <p style="margin: 0px; line-height: normal;"><span lang="TH" style="margin: 0px; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif'; font-size: 14pt;">การวิจัยนี้เป็น การวิจัยการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอรูปแบบการปรึกษาเชิงพุทธตามหลักกัลยาณมิตร ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากพระไตรปิฎกอรรถกถา ตำราวิชาการ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการสัมภาษณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วทำการวิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลต่างๆ แล้วนำมาเรียบเรียงนำเสนอในเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการปรึกษาเชิงพุทธตามหลักกัลยาณมิตร มีกระบวนการปรึกษา </span><span style="margin: 0px; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif'; font-size: 14pt;">4 <span lang="TH" style="margin: 0px;">ขั้นตอน</span> (4 <span lang="TH" style="margin: 0px;">ส</span>) <span lang="TH" style="margin: 0px;">ได้แก่</span> 1) <span lang="TH" style="margin: 0px;">สร้างศรัทธา</span> 2) <span lang="TH" style="margin: 0px;">สนทนาเปิดใจ</span> 3) <span lang="TH" style="margin: 0px;">เสริมธรรมเสริมปัญญา&nbsp;</span></span><span style="margin: 0px; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif'; font-size: 14pt;">4) <span lang="TH" style="margin: 0px;">แสวงหาสันติ โดยมีแนวปฏิบัติ</span> 12 <span lang="TH" style="margin: 0px;">ประการ ของผู้ให้การปรึกษาและผู้ขอรับการปรึกษา ได้แก่</span> 1) <span lang="TH" style="margin: 0px;">เพียบพร้อมด้วยปัญญา</span> 2) <span lang="TH" style="margin: 0px;">ปฏิปทาน่าเลื่อมใส</span> 3) <span lang="TH" style="margin: 0px;">ผู้นำจิตใจแห่งการภาวนา</span> 4) <span lang="TH" style="margin: 0px;">จิตอาสาเกื้อกูล</span> 5) <span lang="TH" style="margin: 0px;">เกื้อหนุนความคิด</span> 6) <span lang="TH" style="margin: 0px;">ร่วมจิตแก้ปัญหา </span>7) <span lang="TH" style="margin: 0px;">มุ่งมั่นพัฒนาตน</span> 8) <span lang="TH" style="margin: 0px;">ดำรงชนม์ตามมรรคา</span> 9) <span lang="TH" style="margin: 0px;">วิปัสสนาเสริมชีวิต</span> 10) <span lang="TH" style="margin: 0px;">กระบวนการคิดแยบคาย</span> 11) <span lang="TH" style="margin: 0px;">เดินตามสายสัมมาสติ</span> 12) <span lang="TH" style="margin: 0px;">มิจฉาทิฏฐิมุ่งปหาน องค์ความรู้สำคัญที่ได้จากการวิจัยเรื่องรูปแบบการปรึกษาเชิงพุทธตามหลัก กัลยาณมิตรครั้งนี้ มี</span> 2 <span lang="TH" style="margin: 0px;">ประการ คือ</span> 1) <span lang="TH" style="margin: 0px;">รูปแบบกัลยาณมิตร</span> (KALYANAMITRA Model) <span lang="TH" style="margin: 0px;">ซึ่งนำเสนอแนวปฏิบัติ</span> 12 <span lang="TH" style="margin: 0px;">ประการ ของการปรึกษาทั้งส่วนของผู้ให้การปรึกษาและผู้ขอรับการปรึกษา อันตั้งอยู่บนฐานของความเป็นกัลยาณมิตร คือ ปรโตโฆสะ และโยนิโสมนสิการ และ</span> 2) <span lang="TH" style="margin: 0px;">กระบวนการของการปรึกษาเชิงพุทธตามหลักกัลยาณมิตร</span> 4 <span lang="TH" style="margin: 0px;">ขั้นตอน เรียกกว่า</span> 4 <span lang="TH" style="margin: 0px;">ส</span> Model <span lang="TH" style="margin: 0px;">คือ</span> 1) <span lang="TH" style="margin: 0px;">สร้างศรัทธา</span> 2) <span lang="TH" style="margin: 0px;">สนทนาเปิดใจ</span> 3) <span lang="TH" style="margin: 0px;">เสริมธรรมเสริมปัญญา และ</span> 4) <span lang="TH" style="margin: 0px;">แสวงหาสันติ </span></span></p> <p style="margin: 0px; line-height: normal;">&nbsp;</p> <p><br>This study aims to purpose the Buddhist counseling model based on the concept of Kalyanamitra. The research was conducted through the documentary research method and all data were collected from the Tipitaka, commentaries, textbooks and related research work including interviewing the luminaries. The obtained data was analyzed and synthesized and were explained in the form of descriptive presentation. Results elaborated that the Buddhist counseling based on the Kalyanamitra Model consists of four steps: 1) faith development, 2) mental development, 3) wisdom development and 4) peace development. There are 12 guidelines for a consultant and a person who comes to consult: 1) Knowledgeable, 2) Analytic Insight, 3) Leadership, 4) Yearning on volunteering, 5) Advocating ideas, 6) Noble Truth, 7) Ambition, 8) Middle Ways, 9) Insight Development, 10) Thinking Wisely, 11) Right Mindfulness and 12) Abandoning wrong view. The central knowledge gained from the study are of two ideas: 1) Kalyanamitra Model, presenting the 12 guidance for the counselors and one who comes to consult. The model is based on the concept of being Kalyanamitra (being a good friend) that is called Paratoghosa or another’s utterance and Yonisomanasikāra or reasoned attention, and 2) the process of Buddhist counseling based on Kalyanamitra consisting four steps. It is known as the ‘4Sor Model’ presenting: 1) Faith Development, 2) Mental Development, 3) Wisdom Development and 4) Peace Development.</p> 2018-04-02T00:00:00+00:00 ##submission.copyrightStatement## http://jprkku.com/index.php/jprkku/article/view/23 การศึกษาความเชื่อในหมอธรรมบ้านสามขา ตำบลสามขา อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด 2019-04-03T04:09:15+00:00 พระอภิชาติ พุทธญาโณ apichataphichat336@gmail.com ทักษิณาร์ ไกรราช thaksina7@gmail.com พระโสภณพัฒนบัณฑิต - sophon.chaya@gmail.com <p style="margin: 0px; line-height: normal;"><span lang="TH" style="margin: 0px; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif'; font-size: 18pt;">การศึกษาวิจัยเรื่อง </span><span style="margin: 0px; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif'; font-size: 18pt;">“<span lang="TH" style="margin: 0px;">การศึกษาความเชื่อในหมอธรรมบ้านสามขา ตำบลสามขา อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด</span>” <span lang="TH" style="margin: 0px;">มีวัตถุประสงค์</span> 3 <span lang="TH" style="margin: 0px;">ประการ คือ</span> (1) <span lang="TH" style="margin: 0px;">เพื่อศึกษาความเชื่อเรื่องหมอธรรมในบริบทสังคมอีสาน</span> (2) <span lang="TH" style="margin: 0px;">เพื่อศึกษาความเชื่อเรื่องหมอธรรมและวิธีปฏิบัติตนของหมอธรรมบ้านสามขา ตำบลสามขา อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด</span> (3) <span lang="TH" style="margin: 0px;">เพื่อวิเคราะห์หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในหมอธรรม บ้านสามขา ตำบลสามขา อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด ผลการวิจัยพบว่า ความเชื่อเรื่องหมอธรรมในบริบทสังคมอีสาน หมอธรรมเป็นหมอพื้นบ้านประเภทหนึ่ง ที่ผ่านการเรียนเวทมนตร์คาถาอาคม โดยปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดตามข้อกำหนดและข้อห้ามที่ครูบาอาจารย์สั่งสอน ชาวอีสานมีความเชื่อและนับถือหมอธรรมเสมือนพระสงฆ์รูปหนึ่งที่ชาวบ้านให้ความเคารพและยำเกรงและเชื่อว่าหมอธรรมช่วยคุ้มครองพวกตนให้พ้นภัยอันตรายจากสิ่งเหนือธรรมชาติ</span></span></p> <p style="margin: 0px; line-height: normal;"><span lang="TH" style="margin: 0px; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif'; font-size: 18pt;">ที่มองไม่เห็น นอกจากนี้หมอธรรมยังมีหน้าที่ดูแลรักษาสุขภาพของคนในชุมชนอีสาน ดังนั้นหมอธรรมจึงทำหน้าที่เป็นที่พึ่งทั้งทางใจและทางกายแก่บุคคลทั่วไปในชุมชน สำหรับความเชื่อเรื่องหมอธรรมและวิธีปฏิบัติตนของหมอธรรมบ้านสามขา ตำบลสามขา อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ดชาวบ้านสามขามีความเชื่อต่อหมอธรรมว่าเป็นบุคคลที่ปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดีต่อชุมชนหมอธรรมเป็นคนมีศีลมีธรรมปฏิบัติตามศีล</span><span style="margin: 0px; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif'; font-size: 18pt;"> 5 <span lang="TH" style="margin: 0px;">อย่างเคร่งครัด หมอธรรมจึงเป็นบุคคลที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถืออย่างยิ่ง นอกจากนี้หมอธรรมยังสามารถขจัดปัดเป่าผีร้ายได้ทุกประเภท เช่น ผีปอบ ผีโพลง ผีกระสือ ผีเป้า เป็นต้น ดังนั้นเมื่อเกิดการเจ็บป่วยซึ่งเชื่อว่ามีสาเหตุมาจาก การถูกผีร้ายกระทำ ชาวบ้านจึงมักมาให้หมอธรรมผูกฝ้าย รดนำมนต์ ใช้เวทมนตร์ ขจัดปัดเป่าผีร้ายออกไปหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในหมอธรรม บ้านสามขา อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ดนั้นพบว่า โดยปกติหมอธรรมปฏิบัติตนอยู่ในหลักของจริยธรรมและศีลธรรม โดยต้องปฏิบัติตามศีล</span> 5 <span lang="TH" style="margin: 0px;">ข้อ เป็นอย่างน้อยและจะต้องปฏิบัติตามข้อขะลำหรือข้อห้ามที่ครูอาจารย์สั่งสอน เพราะเชื่อว่าจะเกิดความวิบัติหรือความเสื่อมตามมา และอาจได้รับผลร้าย เช่น กลายเป็นผีปอบ เป็นต้น นอกจากนี้ ในบางขั้นตอนของพิธีกรรมหมอธรรมจะมีการสั่งสอนลูกศิษย์ ให้ปฏิบัติตามศีล</span> 5 <span lang="TH" style="margin: 0px;">ได้แก่ไม่กินเนื้อสัตว์ใหญ่ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดลูกผิดเมียผู้อื่น ไม่พูดปด ไม่ดื่มสุราของมึนเมา และให้มีพรหมวิหาร</span> 4 <span lang="TH" style="margin: 0px;">ได้แก่ มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา รวมถึงให้มีสังคหวัตถุ</span> 4 <span lang="TH" style="margin: 0px;">ได้แก่ ทาน การให้ทาน ปิยวาจา การพูดจาดี อัตถจริยา การสงเคราะห์ และสมานัตตา การมีความสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมพฤติกรรมคนใน ชุมชนให้มีความสงบสุข</span></span></p> <p><br>A Study of Belief in Modhum (is a northeast of Thailand medical knowledge, this medical knowledge is a specific treatment for the patience who believe that they have been hunted by the dark spirit) at Baan Samkha, Phosai District, Roi-et Provice” aims to 1) study the social doctrine of Modhum in the northeastern of Thai context, 2) study the beliefs and practices of Modhum in the area, and 3) analyze the teachings of Buddhism that appeared in Modhum. This research is a qualitative research focusing on field data collection with in depth interview, and presents its findings by way of descriptive analysis. The findings show that the belief of Modhum in the northeastern context is one of the traditional doctors who have learned and practiced magic that strictly abided on the requirements and prohibitions that teachers had taught. Northeastern people have a strong belief and respect to Modhum as they do with a monk. People believe that Modhum can protect them against all dangers of supernatural things. In addition, Modhum also serves as a sanctuary for the maintenance of body and mind to everyone in the community. For the belief and the practice about Modhum in the area, local people <br> believe that Modhum is a person who behaves as a good example for the community as they follows five precepts strictly. Additionally, Modhum can also dispel all types of evils. Any illnesses are believed to have been caused by the actions of evils. Therefore, people often come to Modhum to receive some magic holy water to dispel evils away.&nbsp;Results underlying the teachings of Buddhism appeared in Modhum reveal that Modhum must at least follow the five precepts to preserve traditional ethic. Also they must comply with the prohibitions on teachers’ teachings. As they believe that if they do not follow the teachings, they might&nbsp;encounter the failure or deterioration that may turn themselves evil ones. Also, some of the ritualistic steps Modhum needs to teach his disciples to follow the five precepts, such as abstain from eating meat, abstain from taking what is not given or stealing, abstain from sexual misconduct, abstain from telling lies, abstain from intoxicants or harmful substances and the four sublime states of mind, that is, loving-kindness, compassion, sympathetic joy and equanimity. Including, four Sangahavatthu, namely, Dana (giving), Piyavaca (kindly speech), Atthacariya (useful conduct), and Samanattata (equality consisting in impartiality).</p> 2018-12-28T00:00:00+00:00 ##submission.copyrightStatement## http://jprkku.com/index.php/jprkku/article/view/24 ตะกวด : สัญลักษณ์เชิงอำนาจ 2019-04-03T04:12:48+00:00 ปรีชา บุตรรัตน์ preecha.butrat@gmail.com <p><span lang="TH" style="margin: 0px; line-height: 107%; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif'; font-size: 16pt;">ตะกวดเป็นสัญลักษณ์เชิงอำนาจ มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ เชิงออำนาจระหว่างตะกวดกับชาวกูยบ้านตรึม ตำบลตรึม อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ด้วยการนำเอาทฤษฎีสัญวิทยาโรล็องด์ บาร์ตส์มาวิเคราะห์ วิธีการศึกษาศึกษาจากเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่า ตะกวดสัญลักษณ์เชิงอำนาจ ความหมายโดยอรรถตะกวดเป็นสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่งที่มีถิ่นอาศัยอยู่ในโคนต้นมะขามขนาดใหญ่บริเวณกลางหมู่บ้านตรึม ความหมายโดยนัย คือตะกวดไม่ใช่สัตว์เลื้อยคลานธรรมดาแต่ ตะกวดถูกทำให้เป็นตัวแทนของผีปู่ตาที่ชาวกูยบ้านตรึมเชื่อถืออยู่ ดังนั้นตะกวดจึงได้รับความเคารพจากชาวกูย และตะกวดในความหมายของมายาคติคือสามารถบันดาลให้เกิดความสุขความทุกข์ได้และ สามารถบันดาลให้ฝนตกได้ ตะกวดจึงมีอำนาจต่อวิถีชีวิตของชาวกูยอีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความศักดิ์สิทธิ์</span><br>Lizard is a power symbol. The study aimed at analyzing the power relationship between the lizard and Kui people who live in Ban Thum, Truem Sub-district, Sikhoraphum District, Surin province. Roland Barthes theory was used as data analysis framework. Data were obtained from documents and in-depth interviews. It was found under the semantics meaning, lizard is a reptile that lives in the base of a large tamarind tree in the middle of Ban Thum village. However, lizard is not a normal reptile but were made to <br> represent an ancestral spirit that Kui people of Ban Thum village believe. Therefore, lizard are respected by the Kui people. Mythological meaning describes lizard as able to inspire happiness, suffering, and also call the rain. Accordingly, lizards have had impacted on life of Kui people as well as act a symbol of holiness.</p> 2018-12-28T00:00:00+00:00 ##submission.copyrightStatement##