• วารสารปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปีที่ 4 ฉบับที่ 1
    Vol 4 No 1 (2019)

    บทความในวารสารปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ฉบับนี้ มีเนื้อหาครอบคลุมจุดมุ่งหมายของวารสารครบทุกประเด็นทั้งในส่วนที่เป็นปรัชญา และศาสนา มีบทความทั้งสิ้น จํานวน 5 บทความ และบทวิจารณ์หนังสืออีก 1 บทความในบรรดาบทความทั้งหมดนั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือบทความวิจัย จํานวน 3 บทความ และบทความวิชาการจํานวน 2 บทความ

    บทความแรกนําเสนอการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักบุญกิริยาวัตถุ ของอุบาสกอุบาสิกาบ้าน หนองคูม่วง อําเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม พบว่า ผลจากการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักบุญกิริยาวัตถุ 3 อุบาสก อุบาสิกา บ้านหนองคูม่วง ก่อให้เกิดผลที่ดีต่อบุคคล คือ การแก้ปัญหาของตนเอง ชาวบ้านใช้ศีลเป็นเครื่องระงับปัญหา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตนเองและคนอื่น เป็นอย่างมาก ผลที่ดีต่อครอบครัว คือ สมาชิกในครอบครัวมีสัมมาทิฏฐิอย่างแท้จริง การที่คนเราจะมีสัมมาทิฏฐิได้จริง ก็เพราะได้รับการอบรมบ่มนิสัยในชีวิตประจําวัน มาตั้งแต่เยาว์วัย ในด้านการปฏิบัติ ทาน ศีล ภาวนา อย่าง สม่ําเสมอ และผลที่ดี ต่อสังคม คือ มีจิตที่เป็นสาธารณะและให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในชุมชนมากขึ้น ชาวบ้านมีการให้ทานการสละหรือการเผื่อแผ่แบ่งปัน ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ข้าวของ เครื่องใช้หรือสิ่งอื่นใด บทความที่สองนําเสนอวิธีการบริหารจัดการวัดเด่นสะหรี ศรีเมืองแกนเพื่อการท่องเที่ยว พบว่า วัดมีวิธีการบริหารการจัดการ 7 ด้านคือ การวางแผนการจัดองค์การการจัดบุคลากรปฏิบัติงานการอํานวยการการประสาน งาน การรายงาน และการงบประมาณ บทความที่สามนําเสนอความแตกต่าง ระหว่างวิธีการปฏิพัฒนาการของเฮเกลกับมากซ์ พบว่า กฎ ปฏิพัฒนาการ ตามทรรศนะของเฮเกล และมากซ์ เป็นกฎที่ว่าด้วยเรื่องการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง และการพัฒนาของสรรพสิ่ง โดยมีสาเหตุมูลฐานมาจาก ความขัดแย้งภายใน สรรพสิ่งนั้นๆ วิธีการปฏิพัฒนาการ ตามทรรศนะของเฮเกล และมากนั้นเป็นกระบวนการ วิเคราะห์การเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง และการพัฒนาของสรรพสิ่งโดยถือเอาความ ขัดแย้งที่มีอยู่ในสรรพสิ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สําคัญของกระบวนการ ความแตกต่าง ระหว่างวิธีการปฏิพัฒนาการ ของเฮเกลกับมากซ์นั้น อยู่ที่ความแตกต่างของโลกทัศน์ปรัชญา โดยโลกทัศน์ปรัชญาของเฮเกลเป็นแนวจิตนิยมภววิสัย ขณะที่มากซ์เป็นแนว วัตถุนิยมภววิสัย ดังนั้น องค์ประกอบและขั้นตอนในกระบวนการปฏิพัฒนาการ ของทั้งสองจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ใน 5 ด้าน คือ ด้านรูปแบบและทิศทาง การเคลื่อนไหวของกระบวนการ ด้านองค์ประกอบที่เป็นพลังผลักดันให้เกิด กระบวนการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ด้านขอบเขต ด้านเป้าหมาย และด้านการ ใช้เหตุผลประกอบในกระบวนการ

    บทความที่สี่นําเสนอการพินิจพิเคราะห์ระบบความคิดเชิงญาณวิทยา ของนยายะตามทัศนะปัญญานิยม โดยเสนอว่า ปรัชญาอินเดียสํานักนยายะ ให้ความ สําคัญต่อการพัฒนาปัญญาและจิตใจเป็นอย่างมาก ซึ่งมีความสอดคล้องกับสกุล ความคิดปัญญานิยมของตะวันตก ที่มีจุดริเริ่มมาจากปรัชญากรีกโบราณ และพัฒนา มาสู่แนวคิดทฤษฎีของจิตวิทยาการรู้คิด ท่าที่แบบปัญญานิยมก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ใน ปรัชญาอินเดียโบราณ และเสนอการตีความระบบความคิดเชิงญาณวิทยาของนยายะ ผ่านการสร้างแบบจําลองของโครงสร้างการรู้คิด โดยพบว่า โครงสร้างการรู้คิดของ นยายะมีด้วยกัน 4 รูปแบบ ได้แก่การรู้คิดเชิงประจักษ์การรู้คิดเชิงอนุมานการรู้คิด เชิงอุปมาน และการรู้คิดเชิงศัพทประมาณ อีกทั้งโครงสร้างการรู้คิดทั้ง 4 รูปแบบ ยังสัมพันธ์สอดคล้องต่อการพัฒนามนุษยภาวะ และศีลธรรมอย่างมีนัยสําคัญ

    บทความที่ห้านําเสนอการวิเคราะห์การพระราชทานพระโอรสพระธิดา และพระชายาให้เป็นทานของพระเวสสันดรว่ามีความชอบธรรม ขัดต่อหลักสิทธิ มนุษยชนและหลักจริยศาสตร์หรือไม่พบว่าการที่พระเวสสันดรทรงบําเพ็ญทานบารมี ครั้งยิ่งใหญ่ทั้งพระราชทานวัตถุสิ่งของและบุคคลผู้เป็นที่รักยิ่ง ก็ด้วยทรงมุ่งหวัง การได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมโพธิญาณในอนาคตกาล เพื่อนําสรรพสัตว์ออกจาก ความทุกข์เป็นการกระทําที่ทรงมีวิสัยทัศน์อันยาวไกลเพื่อที่จะได้นําพระองค์และ บุคคลผู้เป็นที่รักหวนคืนสู่พระนครดังเดิม ถึงแม้ว่าจะมีความขื่นขมในเบื้องต้น ก็ต้องจํายอม ประกอบกับขนบธรรมเนียนประเพณีของโบราณกษัตริย์และผู้คน ในยุคนั้น ที่ผู้เป็นบิดามารดาหรือสามีย่อมมีสิทธิขาดในบุตรธิดาและภรรยาของตน การบริจาคที่ทําได้ยากยิ่งเพื่อบําเพ็ญบารมีและวิสัยทัศน์อันยาวไกลจึงถือว่ามี ความชอบธรรม ไม่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนหรือหลัก จริยศาสตร์อื่นใด เพราะทรงทําไปด้วยเมตตาธรรมมโนธรรม และจิตสํานึกของความเป็นพระโพธิสัตว์เหล่านักปราชญ์ ราชบัณฑิตทั้งหลายไม่ติเตียน แต่กลับยกย่องสรรเสริญในกุศลเจตนาอันยิ่งใหญ่ ยากที่จะมีผู้ใดทัดเทียมได้

    สุดท้ายของเล่มนี้เป็นบทวิจารณ์หนังสือ "The Secret Sins of Economics” หรือที่แปลเป็นไทยว่า "บาปลับของเศรษฐศาสตร์” ประพันธ์ โดย Deirdre McCloskey หนังสือเล่มนี้ได้ตั้งกระทู้ถึงความไม่สมเหตุผลของปรัชญา ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ (รวมถึงวิจารณ์ตัวนักเศรษฐศาสตร์ด้วย) โดยวิจารณ์ เพื่อเปิดเผย “บาปลับ” ที่ซุกซ่อนในการสร้างความรู้ความจริงของเศรษฐศาสตร์ และ วิจารณ์ถึงความเข้าใจผิด ๆ ที่มีต่อเศรษฐศาสตร์ หนังสือเล่มนี้มองว่า การใช้ นัยสําคัญทางสถิติเป็นตัวตายตัวแทนนัยสําคัญที่แท้จริง จึงเป็นบาปอันแท้จริงที่ยาก แก่การอภัย นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้ยังชี้ให้เห็นถึงบาปอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ คุณลักษณะของนักเศรษฐศาสตร์อีกหลายประเด็น แต่ที่น่าสนใจในมุมมองของ ผู้ปริทัศน์ที่สุดคือการวิจารณ์ว่า นักเศรษฐศาสตร์เป็นผู้ละเลยมิติด้าน “สถาบัน” กล่าวคือ นักเศรษฐศาสตร์ไม่สนใจใคร่รู้เกี่ยวกับมนุษย์และโลกแห่งเศรษฐกิจ ที่ตัวเองพยายามอธิบาย บางคนไม่สนใจแม้กระทั่งไปสํารวจภาคสนามในธุรกิจ ที่เขากําลังพูดถึงอยู่ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่านักเศรษฐศาสตร์ให้คุณค่าแก่แบบจําลอง ทางคณิตศาสตร์และสถิติมากกว่ามนุษย์และโครงสร้างสถาบันทางเศรษฐกิจ การละเลยโลกความเป็นจริงของนักเศรษฐศาสตร์นี้ลุกลามไปถึงการที่ นักเศรษฐศาสตร์หลายคนไม่สนใจสาระอื่นนอกวงวิชาการของเศรษฐศาสตร์ ทั้งๆ ที่การทําความเข้าใจโลกที่เราอาศัยอยู่นั้นนอกจากเศรษฐศาสตร์แล้ว ย่อมต้องการมุมมองด้านปรัชญา ภาษาศาสตร์ วรรณกรรม ฯลฯ เพื่อประกอบสร้าง ความเข้าใจที่มีต่อโลกให้ลึกซึ้งขึ้นความหลากหลายของบทความที่มีเนื้อหาทางปรัชญาและศาสนาในวารสาร ฉบับนี้น่าจะเกิดประโยชน์ต่อผู้อ่านทั้งด้านความรู้ใหม่ และการบูรณาการศาสตร์อื่น เข้ากับการศึกษาปรัชญาและศาสนาของสังคมไทย

  • วารสารปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
    Vol 3 No 2 (2018)

    วารสารปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นวารสารอีก ฉบับหนึ่งที่เปิดพื้นที่ให้นักวิชาการ นักวิจัย นิสิตนักศึกษา และประชาชนทั่วไป ได้นำเสนอบทความทางปรัชญาและศาสนาหรือวัฒนธรรมเพื่อเผยแผ่ต่อสาธารณชนอันจะเป็นประโยชน์ทางวิชาการที่เกิดจากองค์ความรู้ทางปรัชญาและศาสนา วารสารฉบับนี้ประกอบด้วยบทความทางปรัชญาและศาสนาจำนวน 6 บทความ บทความกลุ่มแรกเป็นบทความทางด้านปรัชญา เริ่มต้นด้วยบทความที่นำเสนอทฤษฎีความรู้ในปรัชญาวิทยาศาสตร์ของคาร์ล ปอปเปอร์ ที่ประกอบด้วยการพิสูจน์ได้ว่าเป็นเท็จ (falsifiability) และการอ้างเหตุผลแบบนิรนัย การพิสูจน์ได้ว่าเป็นเท็จเป็นหลักเกณฑ์สำหรับขอบเขตในการค้นคว้าความรู้ในทางวิทยาศาสตร์ เป็นกฎเกณฑ์ในการแบ่งแยกสิ่งที่เป็นทฤษฎีในทางวิทยาศาสตร์กับสิ่งที่ไม่เป็นทฤษฎีในทางวิทยาศาสตร์ ส่วนการอ้างเหตุผลแบบนิรนัยทำให้ทฤษฎีของวิทยาศาสตร์มีความชัดเจนมากยิ่งกว่าการอ้างเหตุผลแบบอุปนัย บทความที่สองเป็นบทความที่เกี่ยวกับปรัชญาอินเดีย นำเสนอปรัชญาการศึกษาของสรวปัลลี ราธกฤษณัน ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับสถานศึกษา ผู้สอน ผู้เรียน ซึ่งมีผลต่อการเรียนรู้ของมนุษย์ โดยเชื่อว่า โดยเชื่อว่า การศึกษาเป็นการเรียนรู้ และสำรวจตรวจสอบตัวเอง เป็นการพัฒนาสติปัญญาควบคู่ไปกับการพัฒนาจิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์ อันเป็นวิถีไปสู่สัจธรรมของชีวิตบทความกลุ่มที่สองเป็นบทความที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา บทความแรกนำเสนอแนวทางการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อสักการะครูบาในเขตอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน โดยนำเสนอแนวทางการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อสักการะครูบาในเขตอำเภอลี้ที่สำคัญ คือ 1) ด้านภาพลักษณ์ ควรสร้างภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวผ่านสื่อสมัยใหม่เพื่อเป็นสิ่งดึงดูดใจนักท่องเที่ยว 2) ด้านกิจกรรม กำหนดกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับแหล่งท่องเที่ยวให้อยู่ในปฏิทินการท่องเที่ยวของจังหวัด โดยยังคงรักษารูปแบบ และพิธีกรรมเดิมไว้ 3) ด้านวิถีชีวิตควรรักษาแบบแผนการดำเนินชีวิตของชาติพันธุ์ที่หลากหลายและเกี่ยวเนื่อง  กับพระพุทธศาสนาในพื้นที่ไว้ผ่านการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนมีส่วนร่วม  บทความที่สองนำเสนอรูปแบบการปรึกษาเชิงพุทธตามหลักกัลยาณมิตร มี 2 ประการ คือ 1) รูปแบบกัลยาณมิตร ซึ่งนำเสนอแนวปฏิบัติ 12 ประการของการปรึกษาทั้งส่วนของผู้ให้การปรึกษาและผู้ขอรับการปรึกษา อันตั้งอยู่บนฐานของความเป็นกัลยาณมิตร คือ ปรโตโฆสะ และโยนิโสมนสิการ และ2) กระบวนการของการปรึกษาเชิงพุทธตามหลักกัลยาณมิตร 4 ขั้นตอน เรียกกว่า 4 ส Model คือ 1) สร้างศรัทธา 2) สนทนาเปิดใจ 3) เสริมธรรมเสริมปัญญา และ4) แสวงหาสันติ บทความกลุ่มที่สามเป็นบทความที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อของชุมชนบทความแรกนำเสนอความเชื่อในหมอธรรมบ้านสามขา ตำบลสามขา อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด ผลการวิจัยพบว่า ชาวบ้านบ้านสามขา ตำบลสามขา อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด มีความเชื่อว่า หมอธรรมเป็นบุคคลที่ปฏิบัติตน เป็นตัวอย่างที่ดีต่อชุมชน เป็นคนมีศีลมีธรรมปฏิบัติตามศีล 5 อย่างเคร่งครัด สามารถขจัดปัดเป่าผีร้ายได้ทุกประเภท เมื่อเกิดการเจ็บป่วยซึ่งเชื่อว่ามีสาเหตุ มาจากการการถูกผีร้ายกระทำ ชาวบ้านจึงมักมาให้หมอธรรมผูกฝ้าย ชาวบ้านจึงมักมาให้หมอธรรมผูกฝ้าย รดน้ำมนต์ ใช้เวทย์มนต์ขจัดปัดเป่าผีร้ายออกไป หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏ ในหมอธรรม คือ ศีล 5 พรหมวิหาร 4 และสังคหวัตถุ 4 เพื่อควบคุมพฤติกรรมคน ในชุมชนให้มีความสงบสุข และบทความที่สองนำเสนอความเชื่อเรื่องตะกวด ในฐานะเป็นสัญลักษณ์เชิงอำนาจ โดยตะกวดมีฐานะเป็นตัวแทนของปู่ตา ชาวบ้านจึงต้องให้ความเคารพยำเกรงต่อตะกวด ความหมายในเชิงมายาคติ แสดงออกในลักษณะของการสยบยอมของชาวบ้านที่มีต่ออำนาจของตะกวด ผ่านพิธีกรรมเซ่นไหว้ปู่ตาตะกวด ชาวบ้านเชื่อว่า ผีปู่ตาตะกวดสามารถบันดาลให้เกิดความสุขความทุกข์ได้ ตะกวดมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านในฐานะของตัวแทนปู่ตาซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความศักดิ์สิทธิ์ที่คนในชุมชนให้ความเคารพอย่างไม่มีข้อโต้แย้งหรือสงสัยต่อตะกวด